← กลับสู่บล็อก

1 กุมภาพันธ์ 2026 · โดย รักษิต หนองบัว

ทำไม Planning Poker ถึงใช้เลข Fibonacci? (และเมื่อไหร่ควรใช้ชุดเลขอื่น)

หากคุณเคยร่วมเซสชัน Planning Poker เป็นครั้งแรก ชุดการ์ดอาจดูแปลกตา ทำไมมันถึงกระโดดจาก 5 ไป 8 แล้วจาก 8 ไป 13? ทำไมไม่ใช้ 1 ถึง 10? คำตอบอยู่ที่ความจริงที่ขัดกับสัญชาตญาณของการประเมินงาน: ยิ่งงานใหญ่และซับซ้อนมากเท่าไหร่ ความแม่นยำในการคาดเดาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ลำดับเลข Fibonacci ช่วยสะท้อนความจริงนี้ออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้ทีมตกหลุมพรางของการพยายามประเมินให้ละเอียดเกินจริงในงานที่มีความไม่แน่นอนสูง

ลำดับเลข Fibonacci คืออะไร?

ลำดับเลข Fibonacci คือชุดของตัวเลขที่แต่ละค่าเกิดจากผลรวมของตัวเลขสองตัวก่อนหน้า: 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89 ไปเรื่อยๆ ชุดเลขนี้ถูกอธิบายโดยนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี Leonardo of Pisa (ฉายา Fibonacci) ในปี 1202 แม้ว่ารูปแบบนี้จะถูกบันทึกไว้หลายศตวรรษก่อนหน้าในคณิตศาสตร์อินเดียก็ตาม

ลักษณะเด่นของลำดับนี้คือ อัตราส่วนระหว่างตัวเลขที่อยู่ติดกันจะเข้าใกล้ 1.618 หรือ "สัดส่วนทองคำ" (Golden Ratio) เมื่อตัวเลขเพิ่มขึ้น เราจะเห็นสัดส่วนนี้ได้ทั่วไปในธรรมชาติ แต่สำหรับการประเมินงาน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่สัดส่วนทองคำ แต่คือ "ช่องว่างที่เพิ่มขึ้น" ระหว่างตัวเลข เมื่อตัวเลขสูงขึ้น ระยะห่างจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แยกความแตกต่างระหว่างค่าที่ติดกันได้ยากขึ้น

ทำไม Fibonacci ถึงเวิร์กกับการประเมินงาน?

หัวใจสำคัญคือความแม่นยำในการประเมินของมนุษย์จะลดลงเมื่อขอบเขตงานใหญ่ขึ้น การเลือกว่างานหนึ่งใช้เวลา 1 หรือ 2 ชั่วโมงนั้นทำได้ไม่ยากเพราะเราเห็นขั้นตอนชัดเจน แต่การเลือกว่าฟีเจอร์ใหญ่หนึ่งอันจะใช้เวลา 3 หรือ 4 สัปดาห์นั้นเชื่อถือได้ยากกว่ามาก เพราะมีความไม่แน่นอนและความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่มากเกินไป

ความไม่แน่นอนแปรผันตามความซับซ้อน (Uncertainty scales with complexity) เมื่อคุณเลือกระหว่างงาน 1 แต้มกับ 2 แต้ม ความแตกต่างนั้นชัดเจนคือมันซับซ้อนกว่ากันเท่าตัว แต่ถ้าคุณต้องเลือกระหว่าง 20 แต้มกับ 21 แต้ม ในความเป็นจริงคุณไม่สามารถแยกความซับซ้อนที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยนั้นได้ในงานขนาดใหญ่ขนาดนั้น การใช้มาตรวัดแบบเส้นตรง (Linear) อย่าง 1-20 จึงเป็นการสร้างภาพลวงตาของความแม่นยำที่ไม่มีอยู่จริง

บังคับให้จัดกลุ่มงานตามธรรมชาติ (Natural grouping) เมื่อตัวเลือกมีเพียง 13 หรือ 21 (ไม่มี 14, 15... 20) ทีมจะถูกบังคับให้ตัดสินใจแบบกว้างๆ แต่ซื่อสัตย์กับความจริงมากขึ้นว่า งานนี้อยู่ในกลุ่ม "ค่อนข้างใหญ่" หรือ "ใหญ่มาก" ซึ่งเป็นคำถามที่ทีมส่วนใหญ่ตอบได้แม่นยำกว่าการต้องมาระบุเลขละเอียดๆ

ลดภาพลวงตาของความแม่นยำ เมื่อคนนอกเห็นคะแนนเป็นเลข 7 บนมาตรวัดแบบปกติ พวกเขามักจะเผลอคิดไปเองว่า "อ๋อ ประมาณ 7 วัน" แต่เลข Fibonacci ช่วยทำลายการเชื่อมโยงนี้ เพราะมันไม่ใช่ตัวเลขที่คนทั่วไปคุ้นเคยในการวัดเวลา ช่วยกระตุ้นให้ทีมและผู้เกี่ยวข้องกลับมาโฟกัสที่ "ความยากง่ายสัมพัทธ์" แทนที่จะเป็นชั่วโมงทำงาน

ชุดการ์ด Planning Poker แบบปรับปรุง (Modified Fibonacci)

ในทางปฏิบัติ Planning Poker มักใช้ชุดเลขที่ปรับปรุงจาก Fibonacci เล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานง่าย ชุดการ์ดมาตรฐานมักจะเป็น: 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, ?, ∞, ☕

ข้อสังเกตคือ ชุดเลขจะเริ่มที่ 1 เพราะงานที่ไม่มีความพยายามเลย (0) ไม่ควรอยู่ใน Backlog ส่วนเลข 34 ใส่ไว้เพื่อส่งสัญญาณว่างานนี้ใหญ่มากแต่ยังพอประเมินได้ ซึ่งสำหรับหลายทีม งานระดับ 34 แต้มมักจะเป็นสัญญาณว่าควรแบ่งย่อยงาน (Break down) ก่อนจะเริ่มสปริ้นท์

การ์ด ? หมายถึง "ข้อมูลไม่พอที่จะประเมิน" ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันคือการสะท้อนว่างานนี้ต้องการรายละเอียดเพิ่มก่อนจะประเมินได้จริง

การ์ด Infinity (∞) หมายถึง "งานนี้ใหญ่เกินไปและไม่แน่นอนเกินกว่าจะประเมินเป็นชิ้นเดียว" เป็นการร้องขอให้มีการแบ่งย่อยงานนั้นๆ

การ์ดถ้วยกาแฟ หมายถึง "ขอพักเบรก" เพราะการประเมินงานที่นานเกินไปจะทำให้คุณภาพการตัดสินใจลดลง การพักเพียง 5 นาทีจะช่วยให้การประเมินงานที่เหลือดีขึ้นมาก

เมื่อไหร่ควรใช้ขนาดเสื้อยืด (T-Shirt Sizes) แทน?

ขนาดเสื้อยืด (XS, S, M, L, XL) เป็นทางเลือกที่ดีมากในบางบริบท เพราะมันตัดเรื่องตัวเลขออกไปโดยสิ้นเชิง ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาไปเทียบกับชั่วโมงทำงาน

T-shirt sizing เวิร์กที่สุดในช่วงการวางแผนระดับ Roadmap หรือ Epic ที่ยังไม่เห็นรายละเอียดงานย่อย ในระดับนี้การระบุเลข Fibonacci จะละเอียดเกินความจำเป็นและอาจชี้นำให้เข้าใจผิด การบอกว่า Epic นี้ขนาด "L" จะดูซื่อสัตย์กว่าการบอกว่ามันคือ "21 แต้ม"

นอกจากนี้ T-shirt sizes ยังมีประโยชน์มากเมื่อต้องประชุมร่วมกับผู้ที่ไม่ได้ทำงานสายเทคนิค (Business Stakeholders) เพราะทุกคนเข้าใจความหมายของ "เล็ก" และ "ใหญ่" ได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลความหมายตัวเลข

เลขยกกำลังของ 2 (Powers of 2)

ชุดเลข 1, 2, 4, 8, 16, 32 ให้ช่องว่างที่กว้างกว่า Fibonacci เหมาะสำหรับทีมที่ต้องการวางแผนคร่าวๆ ในระดับรายไตรมาส เพราะแต่ละขั้นคือการเพิ่มความพยายามเป็นเท่าตัว บังคับให้ทีมต้องยอมรับความไม่แน่นอนในงานใหญ่ๆ อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อไหร่ควรประเมินเป็นชั่วโมง (Hour-based)?

การประเมินเป็นชั่วโมงจะตัดเรื่องความยากง่ายสัมพัทธ์ออกไปและใช้เวลาจริงแทน ซึ่งเหมาะในบางกรณีเช่น การคิดเงินลูกค้าตามจริงหรือสัญญาจ้างแบบเหมา แต่ข้อเสียคือชั่วโมงการทำงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล ทำให้การเปรียบเทียบ Velocity ของทีมทำได้ยากกว่า

ทีมของคุณควรใช้ชุดเลขไหน?

สำหรับทีม Agile ส่วนใหญ่ที่รันการวางแผนระดับสปริ้นท์ ชุดเลข Fibonacci คือตัวเลือกเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะเป็นที่เข้าใจกันสากลและช่วยให้การประเมินมีความซื่อสัตย์ในทุกระดับขนาดงาน

ใช้ขนาดเสื้อยืดเมื่อต้องวางแผนงานภาพใหญ่ระดับ Epic หรือเมื่อต้องประเมินร่วมกับฝ่ายธุรกิจ

ใช้เลขยกกำลังของ 2 หากทีมของคุณมีแนวโน้มจะประเมินคะแนนต่ำกว่าความเป็นจริง และต้องการแรงกดดันเชิงโครงสร้างให้แบ่งย่อยงานมากขึ้น

ใช้ชั่วโมงเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดภายนอกที่บังคับให้ต้องเก็บสถิติเวลาจริงๆ เท่านั้น

ไม่ว่าคุณจะเลือกชุดเลขไหน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ ทีมที่ใช้มาตรวัดเดิมต่อเนื่อง 5-6 สปริ้นท์จะเห็น Velocity ที่ชัดเจนและคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำกว่าทีมที่เปลี่ยนไปมาบ่อยๆ

ลองใช้ชุดเลขต่างๆ กับทีมของคุณ

Corgi Planning Poker รองรับทั้ง Fibonacci, ขนาดเสื้อยืด, เลขยกกำลังของ 2 และชุดการ์ดที่คุณกำหนดเอง คุณสามารถลองใช้ชุดเลขที่ต่างกันในแต่ละเซสชันเพื่อค้นหาว่าอะไรที่เหมาะกับบริบทของทีมคุณที่สุด

สร้างห้อง Planning Poker ฟรี
R

Raksit Nongbua

รักษิต คือผู้สร้าง Corgi Planning Poker และเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ผ่านประสบการณ์การรันเซสชัน Planning Poker กับทีม Agile ระดับโลก เขาสร้างเครื่องมือนี้เพื่อช่วยให้การประเมินงานเป็นเรื่องสนุกและง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ดูบน GitHub

Connecting